Unseen in Thailand
  ข่าวเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
  คำแนะนำการท่องเที่ยวทั่วไป

  เที่ยวอุทยาแห่งชาติ

  การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
  การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
  นักเดินทางน่ารู้
  ที่พักพิง
  การเดินทาง
  อาหารการกิน
  คนนำเที่ยว


  สัมภาษณ์ไกด์
  กระทู้ถาม-ตอบ
  ไปเที่ยวมาแล้ว
  โพสรูปประทับใจ
  เล่าสู่กันฟัง
  ฝากถามทีมงาน


  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  ททท.ภาคกลาง
  ททท.ตะวันออกเฉียงเหนือ
  ททท.ภาคเหนือ
  ททท.ภาคใต้

     การดูดาว

     ความสวยงามของดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับในยามค่ำคืน ช่างเชิญชวนให้ผู้รักธรรมชาติอยากออกมา สัมผัสกับความงดงามเหล่านั้น และปล่อยจินตนาการให้ล่องลอยออกไป พร้อมกับคำถามอันหลากหลายที่ค่อยๆ ผุด ขึ้นมาในห้วงแห่งความนึกคิด ถึงความลี้ลับอันหาขอบเขตมิได้ของจักรวาล ยิ่งเมื่อเกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจ เช่น ดาวหางพุ่งชนดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้คนทั่วโลกกล่าวขานถึง มีความตื่นตัวที่จะเฝ้ารอชมปรากฏการณ์ หรือแม้แต่การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่หาดูได้ยากยิ่งในชั่วอายุขัยของมนุษย์ ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่เร้าให้ผู้คนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม มีความสนใจในวิชาดาราศาสตร์มากยิ่งขึ้น และพยายามที่จะค้นคว้าหาความรู้ เพื่อให้มีพื้นฐานและมีความเข้าใจในปรากฏการณ์ของธรรมชาติเหล่านี้
     ความตื่นตัวของมนุษย์ที่เริ่มหันมาสนใจกับปรากฏการณ์ทางด้านดาราศาสตร์ ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับท้องฟ้า นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดียิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากมนุษย์เราทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่อยู่ในเมืองใหญ่ มีภารกิจที่จะต้องรับผิดชอบมากมายต่อตนเอง ครอบครัว ตลอดจนการงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้มนุษย์ในปัจจุบันเริ่มห่างเหินจากธรรมชาติออกไปเรื่อยๆ จนแทบจะลืมไปเลยว่าความสวยสดงดงามของธรรมชาตินั้น มีคุณค่ามากมายเพียงใดต่อชีวิตมนุษย์ มนุษย์เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งที่อุบัติขึ้นมาตามวิถีแห่งธรรมชาติ และมีความเป็นอยู่ที่กลมกลืนกับธรรมชาติ เป็นอย่างดี พื้นดิน พื้นน้ำ มีความอุดมสมบูรณ์ ฝนตกต้องตามฤดูกาล ป่าไม้มีความเขียวชอุ่ม สัตว์ใหญ่น้อยนานาชนิดดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขตามป่าเขาลำเนาไพร ครั้นมาในระยะหลังความต้องการด้านปัจจัยสุข ตามป่าเขาลำเนาไพร ครั้นมาในระยะหลังความต้องการด้านปัจจัย 4 ของมนุษย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อความสะดวกสบายของมนุษย์เอง มนุษย์จึงเริ่มทำลายธรรมชาติ โดยลืมนึกไปว่าหากธรรมชาติขาดสมดุลแล้ว ความหายนะอันใหญ่ หลวงเข้ามากล้ำกรายมนุษย์เองในที่สุด

     มนุษย์ในยุคโลกาภิวัตร มีความจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญที่จะต้องฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับคืนมาอย่างเดิม และสร้างจิตสำนึกให้ผู้คนหันมารักและหวงแหนธรรมชาติ ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน
     ดาราศาสตร์หรือเรื่องของท้องฟ้าจึงเป็นสื่ออย่างดีที่จะทำให้มนุษย์ได้สัมผัสกับธรรมชาติในอีกรูปแบบหนึ่งที่อยู่ไกลตัวออกไป และเมื่อนำมาสานรวมกับเรื่องของการท่องเที่ยว จึงเป็นสื่อที่ทำให้มนุษย์ได้สัมผัสกับธรรมชาติอันสวยสดงดงามบนพื้นโลก ไม่ว่าจะเป็นป่าเขาลำเนาไพร ทิวเขาที่ ทอดยาวไกล หรือแม้กระทั่งในท้องทะเลอันลึกลับ ก็จะทำให้มนุษย์มีความซาบซึ้งจนมิอาจจะลืมเลือนได้

     อุปกรณ์ในการดูดาว สำหรับผู้เริ่มต้นหัดดูดาว ไม่มีความจำเป็นที่ต้องอาศัยอุปกรณ์ราคาแพงใดๆ เพียงสายตาหนึ่งคู่กับหนังสือแนะนำการดูดาวหรือแผนที่ ดาว ก็สามารถดูดาวได้แล้ว ส่วนผู้ที่มีความชำนาญในการดูดาวมากขึ้น ก็ควรมีกล้องส่องทางไกลกำลังขยายสูง ซึ่งจะช่วยขยายภาพกลุ่มดาวให้เห็นได้ชัดเจนและละเอียดยิ่งขึ้น
     ดูดาวอย่างไร ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกลับขอบฟ้า ควรเลือกหาตำแหน่งสำหรับการดูดาวที่เป็นพื้นที่โล่ง สามารถมองเห็นฟากฟ้ากว้างรอบด้านโดยไม่มียอดไม้รบกวน เมื่อท้องฟ้ามืดสนิท และเริ่มต้นการดูดาว ในช่วงแรกสายตาอาจจะยังมองไม่ค่อยเห็นดาวมากนัก ต่อมาสายจะค่อยๆ ปรับจนคุ้นกับความมืดและแสงดาว ภาพของดวงดาวจะปรากฏให้เห็นชัดขึ้น จนกระทั่ง เต็มท้องฟ้า พอถึงช่วงนี้จึงควรหลีกเลี่ยงการมองไปบังบริเวณที่มีแสงไฟสว่าง เพราะจะทำให้สายตาสูญเสียสภาพความคุ้นเคยกับความมืด และต้องเสียเวลาในการปรับสายตาใหม่อีกครั้ง หากมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฉายเพื่อส่องหาของหรือดูแผนที่ดาว ควรใช้ไฟฉายที่หุ้มกระดาษแก้วสีแดงกรองแสงไว้ชั้นหนึ่งแล้ว

     การดูดาวให้เป็น การดูดาวให้เป็นคือการรู้จักดาว รู้ว่าดาวใดเป็นดาวเคราะห์ รู้จักกลุ่มดาวสำคัญๆ รู้จักกลุ่มดาวเดือนต่างๆ รู้จักดาวฤกษ์ที่สว่างมากๆ รู้ว่าผลที่เกิดจากโลกหมุนรอบตัวเองคือ ผลจากการโคจรรอบดวงอาทิตย์คืออะไร นอกจากนี้ยังควรรู้จักปรากฏการณ์ เช่น สุริยุปราคา จันทรุปราคา ฝนดาวตก ดาวหาง รู้จักโครงสร้างของระบบสุริยะ ตลอดทั้งตำแหน่งของระบบสุริยะในดาราศาสตร์ บอกได้ว่าอย่างไรเป็นดาวเคราะห์ หรือดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ที่เห็นด้วยตาเปล่า 5 ดวง ล้วนปรากฏสว่างมาก โดยเฉพาะดาวศุกร์ซึ่งสว่างรองจากดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ หากเห็นทางทิศตะวันออกก่อนรุ่งอรุณเรียกว่า "ดาวรุ่ง" หรือ "ดาวประกายพรึก" หากเห็นทางทิศตะวันตกในเวลาหัว ค่ำเรียกว่า "ดาวประจำเมือง" ดาวศุกร์จึงเป็นดาวที่ดูง่าย
     ดาวเคราะห์ที่สว่างรองจากดาวศุกร์คือ "ดาวพฤหัสบดี" เป็นดาวเคราะห์ดวงใหญ่ที่สุด เมื่ออยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์จะสว่างที่สุดและเห็นได้ตลอดทั้งคืน เพราะขึ้นทางทิศตะวันออกในเวลาหัวค่ำ อยู่สูงสุดในเวลาเที่ยงคืน และตกทางทิศตะวันตกในเวลาเช้ามืด และเป็นตำแหน่งที่โลกอยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดีที่สุด

     ดาวเคราะห์เหล่านี้จะอยู่ในกลุ่มดาวจักรราศี และดวงจันทร์มักจะผ่านเฉียดดาวเคราะห์เป็นประจำเดือนละครั้ง ดังนั้นเมื่อเห็นดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวสว่างดวงใด ดาวสว่างดวงนั้นมักเป็นดาวเคราะห์ มีบ่อยครั้งที่ดวงจันทร์เสี้ยว จะอยู่ใกล้ๆ ดาวศุกร์ เป็นปรากฏการณ์ "ดาวเคียงเดือน" ที่สวยงาม ในปี 2541 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ดวงจันทร์ผ่านใกล้ดาวเคราะห์มากจนเกิดปรากฏการณ์ ดวงจันทร์บังดาวเคราะห์ หลายครั้ง ซึ่งเป็นได้ในประเทศไทย เช่น ในเดือนมกราคม เกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวเสาร์ ในเดือนเมษายน เกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์ผ่านเฉียดดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์บังดาวพฤหัสในเดือนตุลาคม เป็นต้น
     ดาวเคราะห์เป็นดาวที่อยู่ใกล้เพราะอยู่ในระบบสุริยะ ดังนั้นเมื่อเอากล้องโทรทรรศน์มาส่องดูจึงเป็นดวงกลมโต เช่น เห็นดาวพฤหัสบดีเป็นดวงใหญ่พร้อมบริวารเรียงเป็นแถวจำนวน 4 ดวง หรือเห็นดาวเสาร์ซึ่งมีวงแหวนที่ สวยงาม เห็นดาวศุกร์เป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์ แต่ถ้าเป็นดาวฤกษ์ซึ่งอยู่ใกล้จะเห็นเป็นจุดสว่างเมื่อดูผ่านกล้องโทรทรรศน์

     เนื่องจากดาวเคราะห์เคลื่อนรอบดวงอาทิตย์จากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออกด้วยความเร็วต่างๆ กัน ดาวเคราะห์ที่เคลื่อนที่เร็วกว่าก็จะวิ่งไปทันและแซงหน้าดาวเคราะห์ดวงที่ เคลื่อนช้ากว่า ในแต่ละปีจะมีช่วงเวลาที่ดาวศุกร์ผ่านใกล้ๆ ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ การที่ดาวสว่างหลายดวงมาปรากฏอยู่ใกล้กันบนฟ้าก็เป็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นเหมือนกัน
     เราอาจเรียกดาวเคราะห์ที่เห็นด้วยตาเปล่า 5 ดวง และดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ว่า "ดาวเคราะห์โบราณ" เพราะคนโบราณเห็นว่าเป็นดาวพเนจร ดังนั้นดาวเคราะห์โบราณจึงเป็นดาว "วันเกิด"
     ดาวเดือนเกิด ดาวเดือนเกิดไม่ใช่ดาวดวงเดียวโดดๆ เหมือนดาววันเกิด แต่เป็นดาวหลายดวงที่เรียงเป็นรูปต่างๆ กันเรียกว่าเป็นกลุ่มดาวหรือหมู่ดาว ตรงกับภาษาอังกฤษว่า "Constellation" ซึ่งมาจากคำว่า Con แปล ว่าอยู่ด้วยกัน กับคำว่า Stella แปลว่า ดาวฤกษ์ กลุ่มดาวฤกษ์จึงหมายถึงบริเวณท้องฟ้าแคบๆ ที่ดาวฤกษ์เรียงกันอยู่ ถ้าเรียงเป็นรูปแมงป่องก็เรียกว่ากลุ่มดาวแมงป่อง ถ้าเรียงกันเป็นรูปสิงโตก็เรียกว่ากลุ่มดาวสิงโต

     นักดาราศาสตร์แบ่งทรงกลมฟ้าออกเป็น 88 เขต จึงมีกลุ่มดาวทั้งหมด 88 กลุ่ม แม้จะมีกลุ่มดาวจำนวนมาก แต่มีกลุ่มดาวสำคัญและกลุ่มดาวเด่นจำนวนไม่มากนัก เช่น กลุ่มดาวเดือนเกิด มี 12 กลุ่ม มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "กลุ่มดาวจักรราศี" เป็นกลุ่มดาวซึ่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ผ่าน ดวงอาทิตย์ปรากฏเคลื่อนที่ ผ่านกลุ่มดาวจักรราศีจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก เพราะโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์จากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ซึ่งใช้เวลารอบละ 1 ปี หรือ 12 เดือน
     ดังนั้นเมื่อดูจากโลกจึงเห็นดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่านกลุ่มดาวจักราศีต่างๆ โดยกลับมาถึงที่เดิมในเวลา 1 ปี เส้นทางที่ดวงอาทิตย์ผ่านเรียกว่า "สุริยวิถี" ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ย้ายได้ 1 รอบหรือ 360 องศา ในเวลา 12 เดือนจะไปได้ไกล 30 องศา ช่วง 30 องศา เรียกว่า 1 ราศี การย้ายราศีเรียกว่า "สงกรานต์" และการย้ายเข้าสู่ราศีเมษเรียกว่า "มหาสงกรานต์"
     ดาวเดือนเกิดเป็นกลุ่มดาวคงที่ แต่ราศีของดวงอาทิตย์เขยื้อนไปทางทิศตะวันตกตลอดเวลา และจะใช้เวลา 26,000 ปี จึงจะกลับมาตรงที่เก่า ในอดีตเมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว ดวงอาทิตย์อยู่ในราศีเมษ จะตรงกับกลุ่มดาวแกะ ปัจจุบันดวงอาทิตย์อยู่ในราศีเมษตรงกับกลุ่มดาวปลา ซึ่งอยู่ถัดกลุ่มดาวแกะไปทางทิศตะวันตก จุดเริ่มต้นนับราศีเมษจะเลื่อนไปอยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำในอีก 2,000 ปีข้างหน้า
     ดังนั้นชื่อราศีกับชื่อกลุ่มดาวจึงไม่ตรงกัน แต่เมื่อพูดถึงเดือนสุริยคติที่เป็นภาษาไทยจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาว หรือราศีในอดีตทั้งสิ้น เช่น เดือนพฤศจิกายนเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวแมงป่อง (พฤศจิก) ดังนั้นจึงเรียกกลุ่มดาวแมง ป่องว่ากลุ่มดาวเดือนพฤศจิกายน (อายน แปลว่า มาถึง หรือมาแล้ว พฤศจิกายนจึงแปลว่ามาถึงแมงป่อง หรือแมงป่องมาแล้ว)
     กลุ่มดาวเดือนพฤศจิกายนเป็นกลุ่มดาวเด่นอยู่ทรงซีกฟ้าใต้ ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อขึ้นไปสูงสุดจะอยู่ทางทิศใต้ โดยอยู่สูงเหนือขอบฟ้าทิศใต้เป็นมุมเงย 45 องศา (กลางตัว) ลักษณะท่าทางของตัวแมงป่องจะต่างกันเมื่อเทียบกับขอบฟ้า โดยขึ้นแบบตั้งตรง ขณะอยู่สูงสุดจะเอียงประมาณ 45 องศา กับแนวที่ขนานกับขอบฟ้า และตกแบบตะแคง มีดาวอย่างน้อย 15 ดวงที่เรียงกันเป็นรูปแมงป่อง ถ้านับจากหัวลงมา ถึงดวงที่ 5 จะเป็นดาวฤกษ์สีแดง ชื่อว่าดาวปาริชาติ หรือคู่แข่งดาวอังคาร (Antares) ดาวดวงนี้สว่างที่สุดใน กลุ่มและเป็นดาวฤกษ์ขนาดยักษ์ใหญ่ เพราะมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 400 เท่าของดวงอาทิตย์ เป็นดาวฤกษ์ที่มี อุณหภูมิผิวต่ำและอยู่ในวัยชราแล้ว

     เดือนธันวาคมเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู
     เดือนมกราคมเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวมกร
     เดือนกุมภาพันธ์เกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวคนแบกหม้อ
     เดือนมีนาคมเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวปลา
     เดือนเมษายนเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวแกะ
     เดือนพฤษภาคมเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาววัว
     เดือนมิถุนายนเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวคนคู่
     เดือนกรกฎาคมเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวปู
     เดือนสิงหาคมเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวสิงโต
     เดือนกันยายนเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวผู้หญิงสาว
     เดือนตุลาคมเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวคันชั่ง

     กลุ่มดาวเดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม และครึ่งหนึ่งของกลุ่มดาวเดือนมีนาคม กับครึ่งหนึ่งของกลุ่มดาวเดือนกันยายนอยู่ในซึกฟ้าด้านเหนือ กลุ่มดาวที่เหลืออยู่ในซีกฟ้าด้านใต้
     กลุ่มดาวจักรราศีที่มีดาวฤกษ์สว่างมากๆ อยู่ด้วยมี 5 กลุ่ม คือ กลุ่มดาวแมงป่อง (ดาวดวงสว่างคือดาวปาริชาติ) กลุ่มดาววัว (ดาวดวงสว่างคือดาวตาวัว หรือดาวผู้ติดตาม หรืออัลดิบะแรน) กลุ่มดาวคนคู่ (ดาวดวงสว่างคือ ดาวคาสเตอร์ ซึ่งอยู่ทางเหนือของดาวพอลลักซ์) กลุ่มดาวสิงโต (ดาวดวงสว่างคือดาวหัวใจสิงห์) และกลุ่มดาวผู้ หญิงสาว (ดาวดวงสว่างที่สุดในกลุ่มคือดาวรวงข้าว หรือสไปกา)

     การหัดดูดาว
     ดวงดาวแรกที่ผู้ที่เริ่มต้นหัดดูดาวควรรู้จักก็คือ "ดาวเหนือ (Polaris)" ดาวดวงนี้อยู่ทางทิศเหนือ อยู่สูงจากขอบฟ้าเท่ากับละติจูดของผู้สังเกตพอดี เช่น ถ้าผู้สังเกตอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งละติจูดประมาณ 18 องศา ดาวเหนือก็จะ อยู่ในทิศเหนือและสูงจากขอบฟ้า 18 องศาพอดี ดาวเหนือเป็นดาวที่เป็นขั้วของท้องฟ้า ถ้าสังเกตคร่าวๆ จะพบว่า ดาวเหนือไม่เคลื่อนที่เลย ต่างจากดาวดวงอื่นๆ ที่ เคลื่อนที่ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก ถ้าสังเกตดาวฤกษ์อื่นๆ ที่อยู่ใกล้ดาวเหนือ จะพบว่าดาวเหล่านั้นเคลื่อนที่รอบดาวเหนือ ดาวเหนือเป็นดาวฤกษ์ที่ไม่สว่างมาก สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
     ต่อไปลองหัดดูกลุ่มดาว ลองหมุนแผนที่ดาวตามวัน-เวลาที่ต้องการดูดาว แล้วตรวจสอบดูว่าวัน-เวลานั้นมีกลุ่มดาวใดที่น่าสังเกตบ้าง ขึ้นอยู่ทิศไหน อยู่สูงจากขอบฟ้าเท่าใด แล้วจึงเริ่มค้นหากลุ่มดาวที่ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าจริง โดยเริ่มที่กลุ่มดาวที่ดูได้ง่ายๆ ก่อน
     สมมติว่าช่วงที่ออกไปดูดาวเป็นช่วงฤดูหนาว ประมาณกลางเดือนธันวาคม ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ดีช่วงหนึ่ง สำหรับการดูดาว ถึงแม้ว่าอากาศจะหนาวเยือกเย็นไปหน่อย แต่ท้องฟ้าจะโปร่ง ปราศจากเมฆ ตอนกลางคืน ดาวน้อยใหญ่ปรากฏระยิบระยับเต็มท้องฟ้า สามารถมองเห็น "ทางช้างเผือก (Milky Way)" เป็นแถบขาวพาดท้องฟ้า แถบขาวนี้แท้จริงแล้วประกอบด้วยดาวจำนวนมหาศาล และอยู่ไกลจากเรามาก
     ในตอนค่ำจะเห็นกลุ่มดาวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ กลุ่มดาวนายพราน กลุ่มดาวสุนัขใหญ่ กลุ่มดาวค้างคาว กลุ่มดาวม้าปีก กลุ่มดาวสารถี เป็นต้น กลุ่มดาวเหล่านี้ประกอบด้วยดาวฤกษ์สว่างมากหลายดวง มองดูได้โดยใช้ความพยายามไม่มากนัก ความจริงแล้วกลุ่มดาวฤกษ์ทั้ง 88 กลุ่ม ล้วนเป็นชื่อจินตนาการของเหล่าเทพ มนุษย์ สัตว์ และสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในเทพนิยายกรีก ดังนั้นการฝึกดูดาวพร้อมกับการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับนิยายดาว ก็จะทำให้การดูดาวมีรสชาติเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยทีเดียว
     นอกจากการศึกษากลุ่มดาวแล้วนักดูดาวยังควรรู้จักชื่อดาวสว่างที่น่าสนใจ ที่ปรากฏบนท้องฟ้ามากมาย อาทิ ดาวซิริอุส (Sirius) ดาวบีเทลจุส (Betelgeuse) ดาวไรเจล (Rigel) ดาวอัลดีบาแรน (Aldebran) เป็นต้น

     กลุ่มดาว 12 ราศี ตั้งแต่กลุ่มดาวราศีมังกรจนถึงกลุ่มดาวราศีธนู เป็นกลุ่มดาวที่ผู้รักการดูดาวทั้งหลายควรฝึกดูให้เป็น บางครั้งจะพบว่ามีดาวเคราะห์หลายดวงปรากฏอยู่ตามกลุ่มดาว 12 ราศีนี้ เช่น ดาวเสาร์ ดาวพฤหัสบดี ดาวอังคาร เป็นต้น ดาวเคราะห์เหล่านั้นจะย้ายตำแหน่งไปเรื่อยๆ ตามกลุ่มดาวทั้ง 12 ราศีนี้
     เมื่อดูกลุ่มดาวและดาวเคราะห์เป็นแล้ว คราวนี้นักดูดาวคงต้องการกล้องดูดาว เพื่อที่จะได้ศึกษารายละเอียดของ วัตถุท้องฟ้าชนิดต่างๆ เช่น รายละเอียดของดาวเคราะห์ ซึ่งเมื่อส่องด้วยกล้องดูดาวแล้ว อาจสังเกตเห็นลักษณะพื้นผิวของดาวเคราะห์ วงแหวนของดาวเคราะห์บางดวง หรือดวงจันทร์บริวารของดาวเคราะห์บางดวง เป็นต้น กล้องดูดาวขนาดปานกลาง อาจทำให้นักดูดาวเห็นรายละเอียดของกาแล็กซี่ ซึ่งเป็นอาณาจักรของดาวฤกษ์ขนาดมหึมา ในเนบิวลาซึ่งเป็นแหล่งก๊าซไฮโดรเจนจำนวนมหาศาล และเป็นแหล่งกำเนิดของดาวฤกษ์ กระจุกดาวซึ่งดาว หลายร้อยหลายพันดวงมารวมกลุ่มอยู่ใกล้กัน
     นักดูดาวที่มีฝีมือในการถ่ายภาพ อาจลองฝึกถ่ายภาพดาวและวัตถุท้องฟ้าชนิดอื่นๆ เอาไว้ อาจได้ภาพดาว กาแล็กซี่ เนบิวลา ที่สวยงามออกมาชื่นชมได้ หรือถ้ามีโอกาสส่งภาพเข้าประกวด อาจโชคดี ได้รับรางวัลอีกด้วยก็ได้ เมื่อเป็นผู้มีประสบการณ์และดูดาวเป็นพอสมควรแล้ว หากมีโอกาสได้ออกไปท่องเที่ยวพร้อมกับครอบครัวหรือเพื่อน ฝูง ไม่ว่าจะตามขุนเขาลำเนาไพร หรือชายทะเล ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง เราอาจจะพกเอากล้องดู ดาวขนาดกะทัดรัดพร้อมแผนที่ดาวติดไม้ติดมือไปด้วย ถ้าคืนใดท้องฟ้าปลอดโปร่งปราศจากเมฆ ก็ตั้งวงดูดาวกัน คงมีความสุขและสนุกสนานไม่น้อยทีเดียว

     นักดูดาวควรรู้อะไรบ้าง
     สำหรับนักดูดาวสมัครเล่นแล้ว เมื่อจะออกไปดูดาว ควรจัดหาอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการดูดาวเอาไว้ เช่น แผนที่ดาว ไฟฉาย กล้องส่องตา หรือกล้องดูดาวขนาดเล็ก การดูดาวเบื้องต้นนั้น อาจไม่จำเป็นต้องใช้กล้องดูดาวเลยก็ได้ ควรหัดดูกลุ่มดาวต่างๆ บนท้องฟ้าให้คล่องเสียก่อนด้วยตาเปล่า กลุ่มดาวบนท้องฟ้ามีทั้งหมด 88 กลุ่ม เราอาจจะเลือกดูกลุ่มดาวที่ดูง่ายๆ เสียก่อน เมื่อเกิดความชำนาญแล้วค่อยศึกษากลุ่มดาวที่ดูยากทีหลัง
     เมื่อออกไปดูดาวครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดก็ตาม ทุกคนต้องทราบทิศทางต่างๆ ทั้งทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศ ตะวันออก และทิศตะวันตก เมื่อมองจากสถานที่นั้นๆ เสียก่อน เพราะมีความสำคัญมากสำหรับใช้บอกตำแหน่งของ ดาวอย่างคร่าวๆ นอกจากนั้นยังต้องฝึกใช้แผนที่ดาวให้คล่องแคล่วด้วย แผนที่ดาวไม่ว่าที่ทำจากต่างประเทศหรือในเมืองไทยก็ตาม จะบอกวิธีใช้ไว้อย่างชัดเจนว่าถ้าจะดูดาววันนั้นเวลานั้น จะต้องหมุนแผนที่ดาวอย่างไร จึงจะ เห็นกลุ่มดาวที่ ปรากฏบนแผนที่ดาวตรงกับกลุ่มดาวที่ปรากฏบนท้องฟ้าพอดี คราวนี้เราก็พร้อมแล้วที่จะออกไปดู ดาวจริงในตอนกลางคืน ควรพกไฟฉายอันเล็กๆ ติดไปด้วยเพื่อใช้ส่องดูแผนที่ดาว ถ้าเป็นแสงสีแดงไม่สว่างมากก็ จะดี เพื่อที่จะได้ไม่รบกวนสายตาเวลาดูดาวจริงๆ บนท้องฟ้า

     ฤดูกาลในการดูดาว สำหรับประเทศไทยช่วงฤดูหนาวไปจนถึงฤดูร้อนเป็นช่วงที่เหมาะแก่การดูดาวมากที่สุด เพราะปราศจากเมฆรบกวน ทำให้มองเห็นดวงดาวได้เต็มท้องฟ้า โดยควรตรวจสอบก่อนว่าเป็นคืนข้างขึ้นหรือข้างแรม เพราะในคืนข้างขึ้น โดยเฉพาะคืนวันเพ็ญ แสงจากดวงจันทร์จะบดบังดวงดาวเกือบทั้งท้องฟ้า นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ เช่น ฝนดาวตก จันทรุปราคา ซึ่งมีวันและเวลาเกิดขึ้นที่แน่นอนในแต่ละปี ผู้สนใจควรศึกษาหาข้อมูลไว้ก่อน


บริษัท เอเวอร์กรีนฮอลิเดย์ จำกัด
1350/134 อาคารไทยรงค์ทาวเวอร์ ถ.พัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพ 10250
โทรศัพท์ 02-7137895-7 แฟกซ์02-7137897
Copyright(c) 2006-2009 by www.EzThailand.com
presented by Evergreen@ezthailand.com