Unseen in Thailand
  ข่าวเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
  คำแนะนำการท่องเที่ยวทั่วไป

  เที่ยวอุทยาแห่งชาติ

  การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
  การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
  นักเดินทางน่ารู้
  ที่พักพิง
  การเดินทาง
  อาหารการกิน
  คนนำเที่ยว


  สัมภาษณ์ไกด์
  กระทู้ถาม-ตอบ
  ไปเที่ยวมาแล้ว
  โพสรูปประทับใจ
  เล่าสู่กันฟัง
  ฝากถามทีมงาน


  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  ททท.ภาคกลาง
  ททท.ตะวันออกเฉียงเหนือ
  ททท.ภาคเหนือ
  ททท.ภาคใต้

     ล่องแก่ง-แคนู-คยัค

     เมืองไทย มีพื้นที่ของป่าเขตร้อนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของพืชพันธุ์ไม้ นก และสัตว์ป่า ยิ่งไปกว่านั้น ผืนป่าใหญ่คือต้นกำเนิดของสายน้ำ อันกลายมาเป็นเส้นทางธรรมชาติที่จะนำเราไปพบกับน้ำตกใหญ่กลางป่าลึก ขุนเขาสูงและ ป่าดิบสมบูรณ์ โดยการล่องแก่ง ซึ่งเริ่มต้นกันด้วยตำนานของการใช้ไม้ไผ่มาทำเป็นแพล่องลำน้ำ เป็นการผสมผสานกัน ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่ลงตัวที่สุดสำหรับเมืองไทยที่สมบูรณ์ด้วยป่าไผ่ แต่เนื่องจากมีการใช้ประโยชน์จากไม้ไผ่มากจนเกินความสมดุล โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เป็นเหตุให้ป่าไผ่ลดหายไปอย่างน่าวิตก จึงมีการนำเรือยางเข้ามาใช้ทดแทน เป็นวิถีทางท่องเที่ยวใหม่ที่หยุดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสามารถนำทางเข้าถึงธรรมชาติได้ อย่างใกล้ชิดและปลอดภัยบนเส้นทางล่องแก่งตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศ

     การล่องแก่งเป็นกิจกรรมเชิงผจญภัยแบบหนึ่งที่ให้ความตื่นเต้นสนุกสนานอย่างมาก รวมทั้งยังมีสภาพธรรมชาติอันร่มรื่นสวยงามให้ชมตลอดสองฝั่งลำน้ำ สร้างความเบิกบานใจให้แก่ผู้ที่จำเจจากภารกิจประจำวัน การล่องแก่งนับว่าปลอดภัยพอสมควร หากมีการเตรียมตัวและปฏิบัติตัวโดยยึดถือความไม่ประมาท อย่างไรก็ตามผู้ที่สนใจล่องแก่งควรว่ายน้ำเป็น หากเกิดอุบัติเหตุจะได้ช่วยเหลือตนเองได้

     การเตรียมตัว
     1. ก่อนจะไปล่องแก่งควรเตรียมตัวสำหรับการเดินทางให้เหมาะสมเพื่อให้ได้รับความสนุกสนาน ความปลอดภัย โดยมีส่งผลกระทบกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังต่อไปนี้
     2. พื้นที่ที่จะเดินทางไปส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตป่าต้นน้ำที่ธรรมชาติมีความเปราะบาง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดต่อขออนุญาตเดินทางเข้าไปในพื้นที่ต่างๆ ให้ถูกต้อง เช่น การขออนุญาตต่อกรมป่าไม้ หน่วยงานที่ดูแลพื้นที่เหล่านั้นด้วย
     3. การล่องแก่งเป็นกิจกรรมประเภทท่องเที่ยวธรรมชาติกึ่งการผจญภัย จำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการร่วมกิจกรรมต่างๆ โดยเลือกใช้บริการที่มีการจดทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวแล้วเรียบร้อย และตรวจสอบรายการท่องเที่ยว และข้อตกลงต่างๆ ให้เรียบร้อย เช่น การประกันภัย เครื่องมืออุปกรณ์ที่มีการให้บริการ
     4. การเตรียมตัวท่องเที่ยวทางน้ำ ควรเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสม เช่น กางเกงขาสั้น และเสื้อผ้าควรใช้ผ้าที่แห้งง่าย รองเท้าแตะที่มีสายรัดจะดีมาก เพราะต้องเตรียมพร้อมที่จะเปียกน้ำ และขึ้นไปเดินบนฝั่ง หากมีการเดินป่าระยะทางไกล ก็จำเป็นต้องนำรองเท้าผ้าใบไปอีกคู่หนึ่ง ในช่วงฤดูหนาวควรมีเสื้อแจ๊กเกต ผ้ากันลมไว้ใส่กันหนาวช่วงที่ล่องแก่งด้วย
     5. เสื้อผ้า อุปกรณ์สำหรับแค้มปิ้ง และกล้องถ่ายภาพ และของใช้ต่างๆ ควรใส่ถุงพลาสติคหรือถุงกันเปียก ให้เรียบร้อย การเตรียมสัมภาระต่างๆ นำไปเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เพราะพื้นที่ขนสัมภาระจำกัด
     6. ในการล่องแก่งควรศึกษาข้อปฏิบัติการพายเรือ พยายามมีส่วนร่วมในการเดินทางอย่างดี ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของกัปตันเรือ และมัคคุเทศก์
     7. หากมีการรับประทานอาหาร หรือไปประกอบอาหารในป่า ควรเลือกรายการอาหารที่สะดวกง่ายและ หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องกระป๋อง ภาชนะประเภทกล่องโฟม ขวดน้ำ พลาสติคที่ใช้ครั้งเดียว เพื่อลดขยะและมลพิษ ทุกครั้งที่เก็บแคมป์ ควรดูแลความสะอาด พยายามให้พื้นที่กลับสู่สภาพเดิมให้มากที่สุด

     ล่องแก่งที่ไหนสถานที่ซึ่งสามารถล่องแก่งได้อย่างสนุกสนานหลายแห่ง เช่น อุทยานแห่งชาติแม่จริม อุทยานแห่งชาติออบหลวง อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฯลฯ แต่ละแห่งมีเกาะแก่งและระดับความยากง่ายแตกต่างกัน และมีฤดูกาลที่เหมาะสมแก่การล่องแก่งต่างกันด้วย บางแห่งควรล่องช่วงที่น้ำมาก บางแห่งควรล่องช่วงน้ำน้อย ดังนั้นควรสอบถามหรือศึกษาข้อมูลจากอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่งก่อน

     หลักการพายเรือล่องแก่ง
     ลักษณะของสายน้ำและการอ่านสายน้ำ

     ความแรงของกระแสน้ำจะขึ้นอยู่กับส่วนประกอบต่างๆ ในธรรมชาติ เช่น ความลึก (Volume) โดยร่องน้ำยิ่งลึกมาก กระแสน้ำก็จะยิ่งไหลแรงมากขึ้นตาม
     - การไหลของน้ำ (Gradient) สามารถแยกได้เป็น 2 อย่าง คือ แก่ง (Rapid) ซึ่งน้ำจะไหลเร็วและแรงมาก แอ่ง (Pool) น้ำจะไหลช้าและมีความลึกมาก ปกติโดยทั่วไป บริเวณต้นแก่งน้ำ จะไหลเอื่อยและช้ากว่ากลางแก่ง หรือปลายแก่ง
     อีกสิ่งหนึ่งที่ควรรู้และนักล่องแก่งต้องคำนึงถึงก็คือ ความเร็วของกระแสน้ำใต้ผิวน้ำและระดับน้ำจะต่างกัน โดยช่วงต่ำกว่าผิวน้ำลงไป กระแสน้ำจะค่อยๆ ลดความเร็วลง
     - ความลาดเอียงของหินใต้น้ำ (River Bend) จะมีผลต่อความแรงของกระแสน้ำด้วย คือบริเวณที่ลึก น้ำจะไหลแรงกว่าบริเวณที่ตื้น และภายใต้กระแสน้ำอาจจะมีหินใต้น้ำที่มองไม่เห็น และเป็นอันตรายไม่น้อย คือต้นไม้หรือกิ่งไม้ที่ล้มขวางน้ำ อาจจะส่งผลอันตรายต่อลูกเรือ หรือตัวเรือได้
     - ร่องน้ำรูปตัววี (Downstream V) สายน้ำจะบีบตัวเข้าหากันเป็นรูปตัววี โดยมีโขดหินสองข้างขวางลำน้ำ ทำให้เกิดเป็นร่องน้ำระหว่างหินนั้น ควรบังคับหัวเรือให้ตรงตามร่องตัววีนั้น แต่อย่างไรก็ตาม นายท้ายเรือจะต้องตัดสินใจในการแก้ไขสถานการณ์ล่วงหน้าอีกครั้ง เพราะช่องทางที่ดีที่สุดที่เห็นนั้น อาจจะพัดนักผจญแก่งไปกระแทกกับหินก็ได้
     - ร่องน้ำรูปตัววีคว่ำ ที่หันมุมแหลมเข้าหาเรานั้น จะเป็นอันตรายมาก เรืออาจจะกระแทกกับหิน หรือน้ำอาจดูดเข้าไปหา จนทำให้เรือ หรือตัวเรากระแทกกับแก่งหินได้
     - น้ำวน ในกรณีนี้จะต้องพายเรือออกจากศูนย์กลางของวังน้ำวนให้เร็วที่สุดและกรณีผู้ที่ตกน้ำก็เช่นกัน จะต้องพยายามว่ายออกจากศูนย์กลางให้เร็วที่สุด โดยไม่ต้องสนใจว่าฝั่งจะอยู่ทางใด และเมื่อหลุดจากวังน้ำวนมาแล้วค่อยว่ายเข้าหาฝั่ง
     - คลื่น (Wave) ในกระแสน้ำที่ไหลแรงและลึก หินใต้น้ำและผิวน้ำจะทำให้เกิดคลื่นน้อยใหญ่แตกต่างกัน คลื่นนั้นอาจจะม้วนเป็นวงอย่างแรง ควรพยายามหลีกเลี่ยง เพราะจะทำให้ควบคุมเรือยาก เรืออาจจะถูกกระแสน้ำม้วนทำให้พลิกคว่ำได้
     - น้ำนิ่งหลังแก่ง (Eddy) กระแสน้ำบริเวณหลังแก่งจะเป็นน้ำวนไหลย้อนทิศทาง ทำให้มีความแรงของน้ำน้อยลง สามารถใช้เป็นจุดพักเรือได้
     - น้ำม้วนหน้าแก่ง (Hydro) เกิดจากกระแสน้ำที่ตกจากที่สูง น้ำที่ตกลงมาจะม้วนตัวอยู่หน้าแก่งก่อนที่จะไหลต่อไป ซึ่งถ้ามีความแรงมากๆ ก็สามารถที่จะพลิกเรือให้คว่ำได้ และถ้ากระแสน้ำไหลตกจากที่สูงมากเท่าใด ก็จะยิ่งอันตรายมากเท่านั้น
     ถ้ากรณีที่เรือพลิกคว่ำหลังลงจากที่สูงแล้ว ผู้ตกน้ำควรจะดำน้ำมุดหนีโพรงน้ำนั้นให้เร็วที่สุด อย่าพยายามขึ้นมาเหนือน้ำ เพราะกระแสน้ำจะม้วนดูดกลับลงไปอีก

     การจัดระดับความยากของแก่งตามมาตรฐานสากล
     ระดับ 1 ง่ายมาก มีแก่งเล็กน้อย
     ระดับ 2 ธรรมดา น้ำไหลแรงขึ้น มีแก่งที่ต้องใช้เทคนิค
     ระดับ 3 ปานกลาง เริ่มมีแก่งน่าตื่นเต้น เทคนิคการพายสูงขึ้น
     ระดับ 4 ยาก มีแก่งที่ต้องใช้ทั้งเทคนิคและทักษะในการพาย
     ระดับ 5 ยากมาก น้ำไหลเชี่ยว ต้องใช้เทคนิคและประสบการณ์การพายสูง และต้องมีความระมัดระวัง
     ระดับ 6 อันตราย ไม่เหมาะแก่การล่องแก่ง

     การช่วยเหลือตัวเองเมื่อพลัดตกเรือ
     เมื่อตกไปในน้ำก็ให้พยายามว่ายเข้าหาเรือ หรือเข้าฝั่งให้เร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นจากกระแส น้ำที่พัดพาตัวเราให้ไปตกอีกแก่งหนึ่งได้
     เมื่อตกน้ำ ให้พยายามลอยตัวให้อยู่เหนือน้ำในลักษณะท่านอนหงาย ยกขาทั้งสองข้างขึ้นระดับผิวน้ำ เสื้อชูชีพจะช่วยพยุงตัวให้ลอย พยายามให้ขาไปข้างหน้าขณะที่ไหลไปตามกระแสน้ำ ค่อยๆ เตะขาอย่างช้าๆ เพื่อชะลอความเร็วและป้องกัน ตัวเองจากการกระแทกกับแก่งหิน
     ที่สำคัญอย่างยิ่งในการล่องเรือ ผู้เชี่ยวชาญเน้นที่ความปลอดภัยทุกครั้ง โดยเฉพาะอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น เสื้อชูชีพ หมวกกันน็อก เสื้อชูชีพจะช่วยพยุงตัวเราให้ลอยเหนือน้ำ ส่วนหมวกกันน็อกนอกจากจะช่วยป้องกันศีรษะกระแทกกับหินแล้วในกรณีตกจากเรือ ยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุไม้พายของคนข้างหลังตีอีกด้วย

     ข้อพึงปฏิบัติในการล่องแก่ง
     - สวมหมวกนิรภัยและเสื้อชูชีพทุกครั้งที่ลงเรือหรือแพ
     - ตรวจความเรียบร้อยของอุปกรณ์ทุกชิ้นก่อนลงเรือ
     - สวมเสื้อผ้าและรองเท้าแบบสบายๆ ไม่หนาและรัดจนเกินไป
     - ควรมีอุปกรณ์ยังชีพในป่า เช่น เชือก ไฟฉาย ติดตัวไว้บ้างเผื่อเกิดเหตุที่คาดไม่ถึง
     - ช่วงลงแก่งอย่ายื่นอวัยวะใดๆ ออกนอกลำเรือ เพราะอาจได้รับอุบัติเหตุ
     - หากตกจากเรือ ให้หงายตัวลอย อย่าคว่ำหน้า บังคับให้เท้านำหน้า ให้น้ำพัดไปจนพ้นแก่งแล้วค่อยปีนกลับขึ้นเรือ หรือว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง
     - ที่สำคัญที่สุดคือ ปฏิบัติตามระเบียบและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด


บริษัท เอเวอร์กรีนฮอลิเดย์ จำกัด
1350/134 อาคารไทยรงค์ทาวเวอร์ ถ.พัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพ 10250
โทรศัพท์ 02-7137895-7 แฟกซ์02-7137897
Copyright(c) 2006-2009 by www.EzThailand.com
presented by Evergreen@ezthailand.com